Sunday, November 3, 2019

นายช่างยิ้มละไม - 1 : เกือบไม่ได้มาเป็นนายช่าง




     ก่อนอื่นต้องขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนประสพมาด้วยตนเอง อาจเขียนโดยใช้สำบัดสำนวนบ้างแต่มิได้พยายามแต่งขึ้นหรือดัดแปลงเพื่อให้ละม้ายกับเหตุการณ์ใดทั้งสิ้นเรื่องนี้เกิดเมื่อราวปี 2524-5 เมื่อผมไปเชียร์ทีมฟุตบอลของโรงเรียนที่สนามศุภฯ 

     เกมนั้นสนุกเร้าใจและจบลงด้วยชัยชนะของโรงเรียนผม (สงวนนาม)



     ตอนเลิกกลุ่มผมลงมาจากอัฒจรรย์ด้วยอารมณ์เปี่ยมด้วยความคึกคักฮึกเหิม พลันมีเพื่อนคนหนึ่ง นามกรที่เราเรียกกันว่า ไอ้ไฝ  วิ่งมาตะโกนว่าว่า "มาช่วยกันหน่อย เพื่อนโดนพวกมัน ตบ" พวกมันที่ว่าก็คือกองเชียร์ทีมคู่แข่ง... โรงเรียนเทวดาวิทย์ (นามสมมุติ)  



     ที่จริงโรงเรียนผมไม่ได้ติดชั้นนักรบ และกลุ่มผมก็เป็นนักกิจกรรมไม่ใช่ขาห้าว แต่ด้วยอารมณ์ฮึกเหิมติดพันมาจากการเชียร์บอลแมทช์สูสี เราห้าคนเอ่ยถามแค่ "ที่ไหน" แล้วก็ตามไปเลย ....ลุย!

     เดินตามไอ้ไฝจากสนามศุภฯ มาถึงสะพานหัวช้าง ยังไม่เจอตัวเพื่อนต้นเหตุ แต่เจอเอาแนวปะทะ โดยที่พวกเราตกอยู่ในวงล้อมของพวกเทวดาวิทย์กว่าสามสิบคน .....ให้ตายเถอะโรบิ้น! 

     ผมหันไปมองสบตากับเพื่อนที่มาด้วยกัน พลันก็สำนึกได้ว่าผมจับกลุ่มมากับพวกเด็กเรียนแถมยังมือเปล่าอีกด้วย เหมาะเอาไปทำปุ๋ยซะจริง แต่ละคนทำหน้าอิหลั่กอิเหรื่อ ก็คงจะเหมือนกับผมที่เพิ่งนึกได้ว่างานบู๊นี่มันไม่ใช่ทางของตรูนี่หว่า เราหันไปมองไอ้ไฝตัวชวนมันทำเราเซอร์ไพร้ซ์ด้วยการเสนอความเห็นให้วิ่งไปมอบตัวกับตำรวจเพื่อหนีแนวประทะ เฮ้อ! ....แต่ในสถานการณ์อย่างนั้นไอ้วิธีนี้อาจจะเป็นทางออกที่ดีก็ได้นะ


     ในระหว่างที่มองหาตำรวจไปรอบๆ ผมก็ถือโอกาสสำรวจสภาพแวดล้อมเผื่อจะมีไอเดีใหม่ๆเข้ามาบ้าง ก็พบว่าพวกผมอยู่ในทำเลที่ดีพอสมควร เรายืนอยู่หน้าตู้กระจกของร้านขายเครื่องกีฬา มีไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ อยู่มาก ก็คิดไว้ว่าพอจวนตัวก็จะทุบกระจกเอามาใช้เป็นอาวุธ หนักนักก็อาจต้องวิ่งหนีเข้าร้าน หวังว่าพวกเทวดาวิทย์คงไม่กล้าบุกเข้าบ้านคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรอก (มารู้สึกภายหลังว่าผมช่างคิดโง่ๆ อินโนเซ้นส์จริงๆ)

     ชะรอยว่าชะตายังไม่ถึงคราวเจ็บตัว ในจังหวะใกล้ปะทะนั้นเอง พลันมีหนุ่มใหญ่สามคนปรากฎกายขึ้นตะโกนห้ามพวกนั้นให้หยุดก่อน ฟังแว่วๆได้ว่า สามคนนี้เป็นศิษย์เก่าขาใหญ่ของโรงเรียนเทวดาวิทย์ พวกเขาเข้ามาคั่นระหว่างกลางแล้วตัวหัวแถวก็เข้าไปเจรจากับหัวโจกของพวกนั้นโดยให้อีกสองคนยืนขวางพวกผมอยู่ ไม่รู้กลัวพวกผมออกลุยโง่ๆ หรือกลัวรุ่นน้องของตนลักไก่ระหว่างเจรจาเข้าโจมตีหากำไรก่อน

     เขาจะคุยอะไรกันผมไม่ทราบในรายละเอียด ไม่ได้พยายามเงี่ยหูฟัง มันเครียดหูอื้อตามัวอยู่ ใจก็มัวคิดหาทางหนีทีไล่ (แค่สำนวนครับ ที่จริงคิดแต่ทางหนี ....ไม่ได้คิดเรื่องไล่เลยสักนิด) ได้ยินแต่ตอนท้ายว่า "อย่าเลยนะน้อง มันไม่คุ้มหรอก" ฟังแล้วรู้สึกราวกับเขาพูดว่าอย่าไปตีมันเลย เสียมือเปล่าๆ 

ชิ ชะ นี่มันเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีกันเลยนะเนี่ย - ผมรู้สึกฮึดฮัดขึ้นมาในใจเหมือนกัน 


     แต่ยังโชคดีที่ จิตสำนึกขณะนั้นมันถามว่า แล้วถ้าถูกตีตายไปตรงนี้มันมีศักดิ์ศรียังไง - คนที่เรามาเพื่อจะช่วยก็ยังไม่เห็นหน้า มันจะรู้ว่าเรามาหรือเปล่าก็ไม่รู้   ...เอ๊ะ! ว่าแต่ว่า นี่เรามาช่วยใครวะ! ลืมถาม

     เมื่อพวกกลุ่มนักเรียนเทวดาวิทย์ตกลงไม่เอาเรื่องพวกผมแล้ว โก๋แก่กลุ่มนั้นเดินมาส่งพวกเราพอให้พ้นลานสังหาร จากนั้นเราก็พากันจ้ำเท้าไม่พูดจากลับมาตั้งหลักที่สนามศุภฯ รถรับส่งของโรงเรียนยังไม่กลับไปหมด ที่นั่นยังมีนักเรียนทั้งสองโรงแยกยืนคุยเป็นกลุ่มๆ 


     ผมกำลังจะเริ่มซักไซ้ไอ้ไฝตัวชวนถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก็พอดีเจ้าตัวตะโกนเรียกคนผู้หนึ่งมาแนะนำให้รู้จัก... เจ้าตัวต้นเหตุนั่นเอง 

     ผมล่ะทั้งโล่งอกที่เจ้าหมอนี่ปลอดภัย แต่ก็รู้สึกเซ็งที่ไปเสี่ยงชีวิตมาโดยไม่ได้ช่วยใครจริงๆเลย ถ้าผมรู้ว่ามันโดนตบแล้วปล่อย ไม่ได้ถูกลากไปรุมยำต่อ ผมคงไม่ตามไปหรอก ตอนนั้นแค่คิดจะช่วย ไม่ใช่จะเอาคืน ผมไม่เคยเห็นว่าการชวนเพื่อนไปเอาคืนหรือไล่บี้อัดซ้ำคู่อริมันจะมีศักดิ์ศรีตรงไหน ชนะแล้วก็แล้วกันเก็บไว้เล่ามันๆในหมู่เพื่อน แพ้ก็กลับไปฟิตร่างกายฝึกฝนไว้ป้องกันต้วหากถูกรังแกอีกดีกว่า

     ผมก็ยิงคำถามออกไปด้วยต้องการรู้ว่า เรื่องมันไป-มายังไง ถึงได้ไปโดนตบเข้า คำตอบที่ได้ทำเอาผมประสาทเสีย ไอ้ตัวต้นเหตุบอกว่ามันเดินไปข้างรถโรงเรียนเทวดาวิทย์ที่กำลังจะขนนักเรียนกลับ แล้วตะโกนใส่เขาว่า เทวดาขี้แพ้ ... 

"แซวแค่นี้เอง มันก็โผล่หน้าต่างมารุมตบตูเลย พวกมันบ้ารึเปล่าวะ" !!! 

     ดูมันพูดเข้า พวกเขาไม่บ้าหรอก เอ็งน่ะแหละ ท่าทางจะบ้า ...แต่ที่แน่ๆ ตูจะบ้าตายเพราะได้ยินที่เอ็งพูดนี่แหละ ถ้าผมรู้ว่าคนของเราไปด่าเขาก่อน ผมคงจะไม่ตามไปช่วยอย่างนี้ อย่างดีก็คงบอกอาจารย์หรือตำรวจ เมื่อรู้เข้าทีหลังอย่างนี้ก็ให้รู้สึกโกรธ (ส่วนหนึ่งคงเพราะรู้สึกเสียฟอร์มก็เลยต้องทำท่าโกรธเพื่อกลบเกลื่อน) ผมก็เลยกระชากเสียงใส่มันไปว่า "ทำตัวอย่างนี้ก็ควรโดนตบหนักๆแล้วแหละ ...ว่าแต่ไม่คุ้นหน้าเลย เอ็งมันเด็กห้องไหนวะเนี่ยถึงทำตัวทุเรศๆ จะได้เอาไว้ตราหน้าทั้งห้อง"

     คราวนี้หมอนั่นก้มหน้าไม่พูดจา แต่เป็นไอ้เพื่อนตัวชวนของผมที่ตอบขึ้นมาว่า "อ๋อ มันเป็นเพื่อนแถวบ้านเราเอง อยู่โรงเรียนอื่น มันชอบบอลโรงเรียนเรามาก"

     โอย! ให้มนุษย์ค้างคาวไปตายพร้อมกับโรบิ้นเลยแล้วกันคราวนี้  นี่ผมเพิ่งไปเสี่ยงเฉียดเจ็บเฉียดตาย เพื่อคนที่พวกเราไม่มีความเกี่ยวข้อง เพียงเพราะเชื่อคำชักชวนของเพื่อนคนหนึ่ง แถมผมยังพาเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาเชื่อใจผมไปเสี่ยงด้วย นี่ถ้าเมื่อครู่พวกเราประสพเหตุร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ที่โรงเรียนคงพากันเล่าขานว่าผมพาคนไปตาย และผมคงไม่ได้มาเป็นนายช่างอย่างทุกวันนี้

     ลองทายกันดูครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ไม่น่าจะทายผิดหรอก ...ใช่แล้วครับ ผมและคณะเด็กเรียนทั้งสี่ ก็โดดเข้าเตะตูดเจ้าสองตัวแสบนั่นคนละสองสามป้าบ ไม่หนัก ไม่รุนแรงอะไรหรอกครับ แค่พอให้รู้ว่าโกรธ และพอให้ได้ล้างอายบ้างเท่านั้น ...เอิ่ม! อันที่จริงก็เตะคนไม่เป็นด้วยแหละ เคยแต่เตะบอล


     ตั้งแต่นั้นมา ผมก็กลายเป็นคนน่ารำคาญสำหรับหลายคน เพราะเวลามีใครมาบอกหรือถามอะไรผม ผมก็มักจะซักไซ้ไล่เรียงให้มั่นใจว่าได้รับข้อมูลมากพอที่จะเข้าใจและวินิจฉัย ได้ถูกต้องตรงประเด็น

     ผมไม่ได้กำลังชวนให้ทุกท่านมาทำตัวเรื่องมากทั้งชีวิตแบบผมหรอกนะ แค่หวังว่าเรื่องที่เล่านี้ จะพอกระตุ้นเตือนท่านที่ได้อ่านให้ได้สะกิดใจบ้าง ก่อนที่จะลงมือทำอะไรหรือทำตามใคร ในเรื่องใหญ่ๆ ขอให้ท่านได้ถามตัวเองอีกสักหน่อยว่า เรื่องที่ท่านได้รับรู้รับทราบมา มันจริงหรือเปล่า มันจะยังมีความจริงอื่นที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญที่ท่านยังไม่รู้อีกไหม อย่าใจเร็วด่วนได้ ท่านอาจไม่โชคดีเหมือนผมคราวนั้นก็ได้