อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่าเจ้า Retirement Mutual Fund หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า RMF เนี่ย เป็นไอเดียของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนมีหนทางง่ายๆที่จะเตรียมความมั่นคงทางการเงินไว้เผื่อช่วงบั้นปลายชีวิตที่จะไม่มีรายได้ เพื่อที่จะลดปัญหาสังคมและภาระภาครัฐไปด้วย ทางภาครัฐได้ให้สิทธิ์พิเศษทางภาษีให้แก่คนที่ลงทุนในส่วนนี้เพื่อจูงใจ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการออมนั้นจะเป็นประโยชน์ในอนาคต แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะอยากได้ประโยชน์ตอนนี้เลยถึงจะเห็นค่าควรแก่การเริ่มลงมือทำ
ประโยชน์ทางภาษีที่เราจะได้รับจากการลงทุน (ใช้คำนี้มันดูเท่ห์ เรียกง่ายๆก็"ซื้อ"น่ะแหละ) ในกองทุน RMF ก็ง่ายๆ ตรงไปตรงมา คือเอายอดเงินที่ซื้อรวมในแต่ละปีไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าลดหย่อนนั่นเอง ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน
แต่! .....ใช่แล้ว มันมีคำว่า "แต่"
แต่ว่ามันก็มีข้อจำกัดอยู่ ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อ RMF มากเท่าไหร่ก็ได้แล้วก็เอาไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้หมด เขามีเงื่อนไขอยู่เหมือนกันว่า มูลค่าซื้อสูงสุดที่จะนำมาใชเป็นค่าลดหย่อนได้ต้อง...
....ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี
และ ... ขอย้ำว่า"และ"
....ไม่เกิน 500,000 บาท
และถ้าหาก.... ขอย้ำว่า"และ"
....ถ้าหากเรามีสิทธิ์ลดหย่อนจากเงินสะสมเข้า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ Provident Fund)" หรือ "กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ" หรือ "กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน" อยู่แล้ว มูลค่าซื้อ RMF ที่จะได้สิทธิ์ลดหย่อน เมื่อรวมกับยอดรวมเงินสะสมนี้แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
อ่านแล้วก็อาจจะงงๆ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสัก 2-3 ตัวอย่างจะช่วยให้เข้าใจขึ้น
- พนักงานเอกชน ที่ไม่มีหรือไม่เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีรายได้พึงประเมิน 4,000,000 บาท
เมื่อคิดที่ 15% จะเป็นจำนวน 600,000 บาท
สามารถนำยอดซื้อ RMF มาใช้ได้ไม่เกิน 500,000 บาท - พนักงานเอกชน ซึ่งจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หรือข้าราชการ (ซึ่งมีกองทุนบำเหน็จบำนาญ)มีรายได้พึงประเมิน 4,000,000 บาท (คิดที่15% จะเป็นจำนวน 600,000 บาท)
และจ่ายเงินสะสมไว้เดือนละ 5,000 บาท (รวมทั้งปี 60,000 บาท)
จะสามารถนำยอดซื้อ RMF มาใช้ได้เพียงไม่เกิน 440,000 บาท - พนักงานเอกชน ที่ไม่มีหรือไม่เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีรายได้พึงประเมิน 2,000,000 บาท
เมื่อคิดที่ 15% จะเป็นจำนวน 300,000 บาท
อย่างนี้สามารถนำยอดซื้อ RMF มาใช้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท
เคสอย่างนี้ครับ...
- พนักงานเอกชน ซึ่งจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือข้าราชการ (ซึ่งมีกองทุนบำเหน็จบำนาญ)
มีรายได้พึงประเมิน 2,000,000 บาท (คิดที่ 15% จะเป็นจำนวน 300,000 บาท)
และจ่ายเงินสะสมไว้เดือนละ 5,000 บาท (รวมทั้งปี 60,000 บาท)
300,000 - 60,000 = 240,000 บาท ....ยอดรวมไม่เกิน 15% ของรายได้
หรือจะเป็น
500,000 - 60,000 = 440,000 บาท ....ยอดรวมไม่เกิน 500,000 บาท
เท่าที่ผมอ่านหนังสือชี้ชวนกองทุน หรืออ่านบทความที่มีผู้รู้เขียนไว้ ทุกแหล่งที่ผมเคยอ่านจะเขียนเหมือนกันหมดว่า ยอดรวมของ เงินสะสม + RMF จะต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ และ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท แล้วแต่อันไหนจะน้อยกว่ากัน แต่ผมมาสงสัยลังเลเมื่อไปอ่านคู่มือการกรอกแบบแสดงรายการภาษีของกรมสรรพากรซึ่งมีข้อความดังนี้
<> <> <> <> <> <>
10.6 การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนตาม 10.1 ถึง 10.4 ให้ยกเว้นเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น
กรณีผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำารองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนด้วย เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำานาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
<> <> <> <> <> <>
จะเห็นได้ว่าในวรรคสอง ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องข้อจำกัดที่ 15% ของเงินได้ฯ เอาไว้เลย ผมจะพยายามหาคำตอบนี้มาเล่าสู่เพิ่มเติม คิดว่าคงต้องไปพึ่ง TaxBugnoms ซะหน่อย แต่ถ้าท่านผู้อ่านคนไหนรู้ข้อมูลชัดเจนก็มาช่วยกันเพิ่เติมนะครับ
(ไม่รู้-ไม่ชี้ ก็ไม่ว่า / รู้แน่-ช่วยชี้มา เถิดสหาย / รู้แล้ว-ไม่ชี้ น่าเสียดาย / ไม่รู้-เฉยไว้ ตำลึงทอง)
เรื่องราวเกี่ยวกับการคำนวณลดหย่อนภาษีด้วย RMF ยังมีประเด็นให้เล่าสู่กันอีกสักตอนหนึ่ง พรุ่งนี้จะมาว่ากันต่อนะครับ
